ปรัชญาวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ได้ให้ทัศนะว่า มนุษย์จะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอด เป็นการดิ้นรนในทางการผลิตเพื่อการดำรงชีวิต เมื่อสังคมพัฒนาจนเกิดระบบกรรมสิทธิ์ ผู้นำหรือชนชั้นปกครองมักจะใช้อำนาจที่เหนือกว่าทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองของตนมาเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในการกดขี่เอารัดเอาเปรียบผู้ใต้ปกครองอยู่เสมอ อีกทั้งคอยตักตวงผลประโยชน์ที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงซึ่งควรจะเป็นของผู้ทำงานโดยรวมมาเป็นของตนเพียงถ่ายเดียว การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจจึงเป็นรากฐานและพัฒนาไปสู่การต่อสู้ทางทางชนชั้น
ประชาชนผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบค่อยๆเรียนรู้และสรุปบทเรียนการต่อสู้ที่มีมาอย่างยาวนานว่า การจะปลดเปลื้องตนเองให้พ้นจากแอกแห่งความทุกข์ยากที่แบกอยู่นั้น มีแต่ต้องร่วมมือกันไปต่อสู้จึงจะสามารถก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงสถานภาพของตนได้ ประชาชนไทยได้ผ่านการต่อสู้ชนิดนี้มาอย่างยาวนานตลอดระยะประวัติศาสตร์ แต่ก็ต้องประสบกับความพ่ายแพ้มาตลอดเช่นกัน
ในยุคสังคมศักดินาการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตนเองของประชาชนเกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ เชียงแก้ว สาเกียดโง้ง
พญาผาบเชียงใหม่
ผู้มีบุญภาคอีสาน ฯลฯ เรื่องราวการต่อสู้ของพวกเขาจะถูกนักบิดเบือนประวัติศาสตร์กล่าวถึงในลักษณะให้ร้ายมาตลอดว่าเป็นแค่พวก
”กบฏ” หรือพวก ”ผีบุญ” เท่านั้น ในความเป็นจริงพวกเขาเป็นเพียงชาวนาผู้ต่ำต้อยไร้การศึกษาที่ทนต่อการเอารัดเอาเปรียบและการกดขี่ขูดรีดที่หนักหน่วงไม่ไหว
ชนชั้นปกครองมักจะฉวยโอกาสนำเอาปรากฏการณ์ทางสังคมที่เหลื่อมล้ำเหล่านี้ไปเป็นข้ออ้างเพื่อคงไว้ซึ่งการกดขี่ ความแตกต่างในฐานะทางสังคม การเป็นนายเป็นบ่าว การกดขี่เอารัดเอาเปรียบที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน การแข่งบุญวาสนา ฯลฯ ว่ามันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะผลบุญหรือกรรมเก่าที่ได้สร้างสมมาตั้งแต่ปางก่อน และยังกล่าวย้ำต่อไปอีกว่าสิ่งเหล่านี้มันมีมาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็คงต้องดำเนินต่อไปไม่อาจขจัดให้หมดสิ้นไปได้ ทัศนะเช่นนี้หากไม่เป็นความอับจนทางภูมิปัญญาก็ต้องเป็นการบิดเบือนสัจธรรมเพื่อสอพลอผู้มีอำนาจในบ้านเมือง เหมือนเช่นดุษฎีบัณฑิตทางรัฐศาสตร์ผู้หนึ่งได้เขียนบทความสนับสนุนทัศนะจิตนิยมที่ว่า ”ไม่มีการต่อสู้ทางชนชั้นในประเทศไทย” สอพลอถึงขนาดนั้นก็ไม่เห็นว่าจะได้ดิบได้ดีแต่อย่างใด
อำนาจทางการเมืองของไทยในระยะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าตกอยู่ภายใต้การครอบงำของชนชั้นสูงและบรรดานายทุนขุนนางมาตลอด หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ดูเหมือนว่าอำนาจเป็นของประประชาชนแล้วแต่ก็เป็นเพียงในนามเท่านั้น อำนาจที่แท้จริงยังคงอยู่ในกำมือของเหล่าอำมาตย์และกลุ่มทหาร แม้ในบางช่วงเวลาจะได้มีความพยายามถ่ายเทมาสู่พลเรือนโดยวิถีทางที่เรียกว่าประชา ธิปไตยที่เน้นรูปแบบรัฐสภาและการการเลือกตั้ง ก็เป็นแค่ต้องการจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นนักประชาประชาธิปไตยที่เคารพต่อเสียงข้างมากของประชาชน แต่ในความเป็นจริง..เบื้องหลังของมันก็คือการใช้เล่ห์กระเท่ห์ผูกขาดกิจกรรมทางการเมืองอย่างฉ้อฉล ถ้ายามใดปัญหาความอยู่รอดและผลประโยชน์ของพวกเขาถูกคุกคามจนถึงขั้นวิกฤต หรือเมื่อเป็นเสียงส่วนน้อยในสภาแล้วประชา ชนจะต้องถูกปล้นอำนาจอธิปไตยไปด้วยการ ”รัฐประหาร” ทันที จึงไม่น่าแปลกอะไรที่ประเทศไทยมีการแย่งชิงอำนาจโดยการทำรัฐประหารมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ประชาชนชาวรากหญ้าทั้งหลายควรจะได้เรียนรู้และเข้าใจเสียตั้งแต่บัดนี้ว่า ระบบหรือวิธีการใดๆแม้มันจะ เน่าเฟะ ล้าหลัง โหดร้าย ป่าเถื่อนและอยุติธรรม สักเพียงใด หากมันยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกดขี่ควบคุมประชาชนได้.....มันจะได้รับการสนับสนุนค้ำจุนอย่างถึงที่สุดจากชนชั้นปกครอง ส่วนอำนาจอธิปไตยโดยผ่านระบอบรัฐสภาที่หลายคนใฝ่ฝันถึงนั้น โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นเพียงเครื่องประดับชิ้นหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยจอมปลอม หรือไม่ก็เป็นแค่ของชำร่วยที่ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใดสำหรับชนชั้นปกครองเลยแม้แต่น้อย ในสายตาของพวกเขา... ที่สำคัญก็คือกองกำลังติดอาวุธและกลไกรัฐที่พวกเขาขุนเลี้ยงไว้เพื่อค้ำจุนสนับสนุนฐานะที่ได้เปรียบของพวกเขาไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใดไม่
ประชาชนชาวรากหญ้าทั้งหลายควรจะได้เรียนรู้และเข้าใจเสียตั้งแต่บัดนี้ว่า ระบบหรือวิธีการใดๆแม้มันจะ เน่าเฟะ ล้าหลัง โหดร้าย ป่าเถื่อนและอยุติธรรม สักเพียงใด หากมันยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกดขี่ควบคุมประชาชนได้.....มันจะได้รับการสนับสนุนค้ำจุนอย่างถึงที่สุดจากชนชั้นปกครอง ส่วนอำนาจอธิปไตยโดยผ่านระบอบรัฐสภาที่หลายคนใฝ่ฝันถึงนั้น โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นเพียงเครื่องประดับชิ้นหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยจอมปลอม หรือไม่ก็เป็นแค่ของชำร่วยที่ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใดสำหรับชนชั้นปกครองเลยแม้แต่น้อย ในสายตาของพวกเขา... ที่สำคัญก็คือกองกำลังติดอาวุธและกลไกรัฐที่พวกเขาขุนเลี้ยงไว้เพื่อค้ำจุนสนับสนุนฐานะที่ได้เปรียบของพวกเขาไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใดไม่
การจะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปสู่สังคมที่มีเสรีภาพ มีความเป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยที่ประชา
ชนเป็นเจ้าของอำนาจโดยแท้จริงนั้นมีอยู่เพียงหนทางเดียวคือ “อำนาจและอาวุธจะต้องเปลี่ยนมาอยู่ในมือของประชาชน”
เสียก่อนเท่านั้น หนทางอื่นๆเป็นเรื่องที่เพ้อฝันทั้งสิ้น แม้ว่ามิตรสหายบางส่วนอาจจะมีความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า สังคมไทยจะสามารถก้าวไปสู่สังคมที่มีเสรีภาพและความเท่าเทียมได้ด้วยแนวทางรัฐสภา โดยใช้การต่อสู้เรียกร้องแบบสันติและประนีประนอม พยายามออมชอมกับผู้กดขี่โดยหลีกเลี่ยงแม้กระทั่งไม่กล้าเผชิญหน้ากับเผด็จการที่แท้จริงด้วยท่าทีที่อ่อนน้อม ในขณะเดียวกันก็กล่าวคำสรรเสริญเยินยอศัตรูของประชาชนไปพลาง คาดหวังถึงความสมานฉันท์โดยไม่ได้สำนึกเลยว่านั่นคือการเดินอยู่ในกรอบที่ถูกกำหนดล่วงหน้าไว้แล้ว
มันเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเพราะแรงศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยด้วยความบริสุทธิ์ใจ จนถูกดูดกลืนเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมที่มีชนชั้นปกครองเผด็จการยืนชี้นิ้วบงการอยู่เบื้องหลังด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องการหวังพึ่งพวกชนชั้นนายทุนใหญ่ที่ยืนอยู่ใน"พรรคการ เมืองเฉพาะกิจ” เหล่านั้นย่อมเป็นไปไม่ได้เลย สืบเนื่องมาจากผลประโยชน์ทางชนชั้นของพวกเขายังผูกติดอยู่กับระบอบอำมาตย์อย่างเหนียวแน่น พวกเขายังต้องพึ่งพิงและหากินกับอภิสิทธิ์ชนกลุ่มที่ครอบครองกลไกรัฐเหล่านี้อยู่โดยผ่านระบบอุปถัมภ์ เส้นสาย
เครือญาติ ตลอดถึงระบบราชการที่เน่าเฟะ เพราะมันสามารถเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกเขาได้ตลอดมาบนความทุกข์ยากของประชาชน
สำหรับชนชั้นนายทุนน้อยทั้งในเมืองและชนบทที่อยู่ระหว่างกลางชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นนายทุน พวกเขาก็ได้รับการข่มเหงรังแกเอารัดเอาเปรียบจากพวกอำมาตย์และนายทุนใหญ่มาโดยตลอดเช่นกัน ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แม้พวกเขาจะมีส่วนในการขูดรีดชนชั้นรากหญ้า แต่ผลประโยชน์จากการขูดรีดนั้นมิได้ตกเป็นของพวกเขาเสียทั้งหมด หากแต่ถูกบังคับหรือจำยอมให้ต้องส่งต่อไปยังชนชั้นผู้กดขี่ซึ่งเป็นผู้ขูดรีดที่แท้จริง ซึ่งก็คือกลุ่มเผด็จการอำมาตย์เพียงหยิบมือเดียวที่กำกับอยู่เบื้องหลังบรรดานายทุนใหญ่ทั้งหลาย นั่งแบมือคอยรับผลประโยชน์ที่เกิดจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของชนชั้นรากหญ้าเรา หากพวกเขา(นายทุนน้อยที่รักชาติรักประชาธิปไตย)
ต้องการสลัดแอกที่อยู่บนบ่าออกไป มีแต่ต้องร่วมมือกับมวลมหาชนรากหญ้าอันไพศาลต่อสู้คัดค้านพวกกากเดนสังคมเหล่านี้เท่านั้น
พลังการต่อสู้ของประชาชนจะรุนแรงเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับพลังที่กระทำการกดขี่ต่อผู้เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยว่าจะหนักหน่วงรุนแรงและยาวนานเพียงใด ไม่เพียงเท่านั้นมันยังขึ้นอยู่กับความขัดแย้งของคนเพียงหยิบมือเดียวที่นั่งอยู่ยอดปิรามิดของสังคมกับพลังทางการเมืองที่ก้าวหน้าของประ
ชาชนว่ามีความลึกซึ้งรุนแรงเพียงใด แม้จะมีความพยายามทุกวิถีทางที่จะแก้ไขวิกฤตศรัทธาที่
สูญเสียไปกลับคืนมา ก็ไม่อาจฉุดรั้งให้กลับคืนมาได้อีกและนับวันยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น ถึงกับต้องคงกฎอัยการศึก...ออกกฎหมายลิดรอนเสรีภาพที่น่ารังเกียจออกมาใช้บังคับประชาชนให้เกิดความหวาดกลัวซึ่งก็มิได้เป็นผลดีแต่อย่างใด รังแต่จะเน้นย้ำถึงการกดขี่ย่ำยีอย่างรุนแรงและไม่ชอบธรรมมากขึ้นไปอีกและมันกำลังส่งผลสะเทือนต่อสถานภาพของพวกเขาอย่างใหญ่หลวงแล้วในขณะนี้
การลุกขึ้นมาต่อสู้ของประชาชนชาวรากหญ้าที่ได้พัฒนาขึ้นและนับวันยิ่งเติบใหญ่จนถึงบัดนี้ มันเป็นสิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่ายิ่งกดขี่และอยุติธรรมมากเท่าใดแรงต่อต้านก็จะมากขึ้นเท่านั้น มันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ตราบที่ชนชั้นปกครองและบริวารยังย่ำยีและกอบโกยโภคทรัพย์ของชาติโดยอำเภอใจ ไม่แยแสสนใจต่อความทุกข์ยากและความรู้สึกที่ปวดร้าวขมขื่นของประชาชนผู้เสียภาษี การลุกขึ้นมาต่อสู้จะไม่มีวันหมดสิ้นไปอย่างแน่นอน
ทุกวันนี้ประชาชนได้ยกระดับการต่อสู้ของตนขึ้นมากทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ มีเป้าหมายที่ชัดเจนและมากไปกว่าเรื่องของชีวิตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเรียกร้องต้องการเสรีภาพและความเสมอภาคในด้านต่างๆอีกด้วย และเป้าหมายของการต่อสู้นี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของการแบ่งปันผลประ
โยชน์ระหว่างขั้วอำนาจหรือลัทธิการเมืองอย่างที่นักฉวยโอกาสบางคนนำมากล่าวอ้าง แต่เป็นความต้องการอำนาจที่จะเข้าไปจัดสรรผลประโยชน์ให้แก่มวลมหาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ไม่ต้องการให้โภคทรัพย์ของประชาชนถูกรวมศูนย์อยู่กับคนเพียงไม่กี่ตระกูล ประชาชนจะไม่ยอมให้คนเพียงหยิบมือเดียวมากำหนดชะตากรรมและบงการชีวิตของพวกเขาเหมือนเช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว
No comments:
Post a Comment